Black and White Rhapsodies Group
Black and White Rhapsodies Group
Home | Profile | Register | Active Topics | Members | Search | FAQ
Username:
Password:
Save Password
Forgot your Password?

 

กฏ กติกา มารยาท ในการใช้ webboard
 All Forums
 www.bwfoto.net
 คอลัมน์
 เจ้าสมปรารถนา ณ น่าน...ลมหายใจแห่งนครน่าน
 New Topic  Reply to Topic
Share Like
Author Topic  

chaipong
เทพเจ้าพู่กันจีน



1215 Posts

Posted - 30 July 2007 :  09:44:05  Show Profile  Reply with Quote
เจ้าสมปรารถนา ณ น่าน...ลมหายใจแห่งนครน่าน
ชัยพงษ์ กิตตินราดร ... เขียน
Bwfoto.net




ความสนใจในเรื่อง เมืองน่าน กับอาณาจักรล้านนา ของผมเกิดขึ้นหลังจากที่ผมได้มีโอกาสเยี่ยมเยือน เจ้าสมปรารถนา ณ น่าน และ คุณสถาพร สุริยา ที่คุ้มเจ้าราชบุตร เจ้าสมปรารถนา ณ น่าน ผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้า สุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 13 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ และเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองศ์ที่ 14 และเป็นองศ์สุดท้ายของอาณาจักรนครน่าน

เหนือขึ้นไปตอนบนของประเทศ บริเวณที่เป็นที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขา ทางตอนบนของลุ่มแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำกก แม่น้ำลาว และแม่น้ำอิง เป็นที่ตั้งของอาณาจักรที่มีประวัติศาสตร์การกำเนิด พัฒนาการ อารยธรรม การปกครอง และศาสนา ที่เป็นของตัวเอง สัมพันธ์และเกี่ยวข้องทั้งทางการเมืองการปกครอง รวมทั้งเครือญาติกับอาณาจักรที่อยู่รอบข้างทั้งที่อยู่เหนือขึ้นไปและที่ลงมาทางด้านใต้ ในขณะที่เราย้อนเวลากลับขึ้นไปร่วมแปดเก้าร้อยปีที่ผ่านมา อาณาจักรนั้น “อาณาจักรล้านนา”

ดินแดนที่เรียก อาณาจักรล้านนา ในอดีตนั้น ปัจจุบันคือเขตปกครองของ 8 จังหวัดในภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดพะเยา ในปัจจุบัน

ศูนย์อำนาจของอาณาจักรล้านนาในอดีตอยู่ที่ เมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีประวัติศาสตร์เริ่มต้นตั้งแต่พระยาเม็งรายก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ขึ้นในปี พ.ศ.1839ใช้ชื่อขณะนั้นว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ภายหลังจากปี พ.ศ. 1824หลังจากที่พระยาเม็งรายตีได้เมืองหริภุญไชยซึ่งมีความรุ่งเรืองทั้งศิลปวิทยาการ และความมั่งคั่ง ขณะนั้นพระยาเม็งรายตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่เชียงราย ทำให้อำนาจการปกครองของราชวงศ์จามเทวี ณ เมืองหริภุญไชยที่มีมาตั้งแต่สมัยของพระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์จนถึงพระยาญีบากษัตริย์ลำดับที่ 49 องค์สุดท้ายที่ติดต่อยาวนานกว่า 618 ปีนับเป็นอันสิ้นสุดลง อาณาจักรล้านนาก็เริ่มก่อร่างสร้างตัวเป็นปึกแผ่นและรุ่งเรืองภายใต้ “ ราชวงศ์เม็งราย ” มาร่วม 282 ปี กระทั่งเข้าสู่ยุคที่พม่าเข้ามายึดครองในปี พ.ศ. 2101 โดยพระเจ้าบุเรงนอง

น่าน เป็นนครรัฐอิสระ มีกำเนิดและพัฒนาการของตนเอง บางครั้งก็เป็นอิสระบางครั้งก็ตกอยู่ใต้อำนาจของอาณาจักรที่มีกำลังอำนาจเหนือกว่า จากเอกสารและตำนานภาคเหนือเรียกชื่อเมืองน่านแตกต่างกันไป ในตำนานพื้นเมืองน่านเรียก “นันทบุรี” ในตำนานพระธาตุแช่แห้งเรียก “นาน” ซึ่งตรงกับภาษาบาลีว่า “นนฺท” ในตำนานเมืองเชียงใหม่เรียก “พญากาวน่าน” ในชินกาลมาลีปกรณ์ ซึ่งรจนาโดยพระรัตนปัญญาเถระแห่งล้านนา ในสมัยของพระเมืองแก้ว แห่งราชวงศ์เม็งราย นครเชียงใหม่ ( พ.ศ. 2038 – 2068 ) เรียกกษัตริย์ในราชวงศ์ภูคาว่า “พญากาว” ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 8 ( ราว พ.ศ. 1915 ) เรียก “เมืองน่าน” โดยเหตุที่เมืองตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำน่าน

หลังจากที่พระยาติโลกราช เจ้าผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์เม็งราย ได้ยกทัพมาตีน่านในปี พ.ศ. 1993 โดยประสงค์จะยึดครองน่าน และครอบครองแหล่งเกลือที่บ่อมาง ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญในสมัยนั้น เจ้าอินต๊ะแก่นท้าว เจ้าเมืองน่านลำดับที่ 10ในสมัยนั้นต้องพ่ายแพ้แก่เชียงใหม่ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา และต้องหนีไปพึ่งพระยาเชลียงแห่งศรีสัชนาลัย นับแต่นั้นเป็นต้นมาน่านก็ถูกผนวกและเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา


กำเนิดเมืองน่าน

ตามเอกสารและประวัติที่มีการอ้างอิงเริ่มจากปลายพุทธศตวรรษที่ 18 มีตำนานเกี่ยวกับ “พญาภูคา” ซึ่งครอบครองพื้นที่ตอนบนของเมืองน่านในปัจจุบัน เชื่อกันว่าเป็นบริเวณฝั่งใต้ของแม่น้ำย่าง ใกล้เทือกเขาดอยภูคาในเขตบ้านเสี้ยว หมู่ที่ 7 ตำบลยม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่านในปัจจุบัน มีศูนย์การปกครองอยู่ที่ “เมืองย่าง” พญาภูคามีโอรสที่เป็นบุตรบุญธรรมสององค์ ได้ขยายอาณาเขตโดยส่ง “ขุนนุ่น” ผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี (หลวงพระบาง) ทางตะวันออกของแม่น้ำโขง และให้ “ขุนฟอง” ผู้น้องไปสร้างเมืองพลั่ว หรือเมืองปัว ซึ่งต่อมาเรียก “วรนคร”

จากสมัย ขุนฟอง แห่งราชวงศ์ภูคาได้ครองเมืองปัว สืบต่อมาอีกหลายสมัย ผ่านการครองเมืองของ เจ้าเก้าเถื่อน นางพญาแม่ท้าวคำปิน เจ้าพญาผานอง เจ้าขุนใส กระทั่งถึงสมัยของ เจ้าพญาการเมือง หรือพญาครานเมือง ผู้เป็นบุตรพญาไสย(ขุนใส) พญาครานเมืองได้รับพระบรมธาตุและพระพิมพ์มาจากพระยาโสปัตตคันธิราช เนื่องจากได้ช่วยสร้างวัดพระหลวงอไภย ที่เมืองสุโขทัย จึงสร้างเจดีย์เพื่อครอบพระธาตุบนยอดเนินเขาภูเพียง ต่อมาได้ย้ายเมืองลงมาทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน ใต้ลงมาจากเมืองเดิม โดยตั้งล้อมบริเวณเนินเขาเตี้ยๆชื่อ พูเพียง หรือภูเพียง เรียกว่า “เวียงภูเพียงแช่แห้ง” จนกระทั่งในปี พ.ศ. 1911 ในสมัยของพระญาผากอง ได้เกิดความแห้งแล้งในบริเวณที่เป็นชุมชนล้อมรอบภูเพียง จึงได้อพยพย้ายเมืองมาอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน ตรงข้ามเวียงภูเพียงแช่แห้งเดิม

นักประวัติศาสตร์ที่ยึดหลักในเรื่องการตั้งเมืองเป็นหลักจะแยกประวัติของนครน่าน ออกเป็นยุคก่อนที่น่านจะย้ายหลักแหล่งมาเป็นนครน่านในปัจจุบัน โดยเริ่มต้นนับตั้งแต่ต้นกำเนิดสมัยขุนฟอง โอรสบุญธรรมของพญาภูคามาตั้งรกรากที่เมืองปัว เป็นต้นของ “ราชวงศ์ภูคา” ซึ่งมีเจ้าครองเมืองทั้งสิ้น 6 องค์ ได้แก่ เจ้าขุนฟอง เจ้าเก้าเถื่อน นางพญาแม่เท้าคำปิน เจ้าพญาผานอง เจ้าขุนใส (ขุนใสยศ) และเจ้าพญาการเมือง เป็นองค์สุดท้าย เป็นตอนหนึ่ง ถือเป็นเชื้อสายที่เป็นต้นราชวงศ์ภูคาที่เป็นจุดเริ่มต้น และครองเมืองอยู่ที่เมืองปัว (เมืองพลั่ว) หลังจากมีการย้ายไปสร้างเมืองใหม่ไปที่เวียงภูเพียงแช่แห้ง ก็ได้แบ่งเป็นสมัย “เวียงภูเพียงแช่แห้ง” โดยมีเจ้าครองนครในสมัยนี้ 2 องค์คือ เจ้าพระญาการเมือง และเจ้าพระญาผากอง ล่าสุดนับแต่เจ้าพระญาผากองตั้งหลักแหล่งในสถานที่ที่เป็นเมืองน่านในครั้งสุดท้าย นักประวัติศาสตร์ถือว่า พระญาผากองเป็นเจ้าครองนครน่านองค์แรกที่ครองเมืองที่เป็นเมืองน่าน (เวียงนครน่านหรือนันทบุรี) ตั้งแต่ในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา กระทั่งสิ้นสุดความเป็นนครรัฐอิสระที่อยู่ในฐานะประเทศราชในด้านการปกครองอย่างเป็นทางการในสมัยที่สยามเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบ เทศาภิบาล ในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2435 และกระทั่ง ปี พ.ศ. 2474 เมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายถึงแก่พิราลัย ทางรัฐบาลก็ได้ยกเลิกตำแหน่งของเจ้าผู้ครองนครอย่างสมบูรณ์


ความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างน่าน กับ ล้านนาเชียงใหม่

ที่จริงแล้วความสัมพันธ์ น่าน กับ ล้านนา มีปรากฏมานานในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อนก่อตั้ง ย้อนหลังขึ้นไปในราวพุทธศตวรรษที่ 16 หรือ 17 ก่อนหน้าที่พระยาเม็งรายจะมาสร้างเมืองเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 1839 มีเอกสารท้องถิ่นหลายฉบับพูดถึงกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก ปู่เจ้าลาวจก หรือ ลวจักราชที่อาศัยอยู่บนดอยตุง ได้ลงมายังพื้นราบและสร้างเมืองเชียงลาวก่อน แล้วต่อมาก็ได้สร้างเมืองหิรัญนครเงินยางที่บริเวณเมืองเชียงแสน ขึ้นเป็นศูนย์กลางของแคว้นโยนก ลวจักราชมีโอรสอยู่ 3 องค์ แต่ไม่ถูกกัน โอรสองค์พี่ทั้งสองอิจฉาน้อง พระบิดาจึงโปรดให้ไปสร้างเมือง ณ แดนไกล คือให้ ลาวก่อโอรสองค์โตไปตั้งรกรากอยู่ในเขตเมืองกาวหรือเมืองน่าน ลาวเกื้อโอรสองค์รองไปอยู่เมืองผาลานผาพวง ส่วนลาวเก๊าองค์เล็กทรงให้สืบราชสมบัติในเมืองหิรัญนครเงินยาง ทรงมีพระนามว่า ลาวเก้าแก้วมาเมือง หลังจากนั้นเป็นต้นมากษัตริย์ในสายราชวงศ์ลวจักราชได้ขยายบ้านแปงเมืองทำให้แคว้นโยนกที่มีเมืองหิรัญนครเงินยางเป็นศูนย์กลางมีอาณาจักรกว้างขวาง จนกระทั่งเข้าสู่สมัยของพระยาเม็งราย ผู้สืบราชวงศ์ลำดับที่ 24 และพระยาเม็งรายนี้เองเป็นผู้เริ่มก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 1839 ส่วนทางด้านเมืองน่าน หลังจากที่ที่ลาวก่อโอรสองค์โตของลวจักราชมาตั้งรกรากแล้วตั้งแต่ช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 หรือ 17 ประวัติศาสตร์ช่วงนั้นก็ขาดหายไป มีมาปรากฏเป็นประวัติศาสตร์ของน่านอย่างเป็นทางการอีกครั้งตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18(ประมาณเวลาจากศิลาจารึกหลักที่ 1) เริ่มจากสมัย เจ้าขุนฟอง บุตรบุญธรรมของพญาภูคา เจ้าเมืองย่าง ได้สร้างเมืองปัว (เมืองพลั่ว) ขึ้น หากข้อสันนิฐานดังกล่าวไม่คลาดเคลื่อนย่อมแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง น่าน และ เชียงใหม่ ในทางสายเลือดที่มีมาก่อนประวัติศาสตร์การก่อตั้งเมืองทั้งสองแห่งเสียอีก

นอกจากความสัมพันธ์ทางสายเลือดในสมัยก่อนก่อตั้งเมืองทั้งสองแล้ว ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในทางสายเลือดที่ปรากฏกับสกุล “ ณ น่าน” ในปัจจุบันยังสามารถสาวขึ้นไปถึงต้นสกุล

เจ้าสมปรารถนา ณ น่านและ เจ้าวาสนา ณ น่านผู้น้อง ผู้เป็นธิดาที่สืบสายโลหิตโดยตรงของเจ้าประดิษฐ์ และเจ้าแม่โคมทอง เจ้าประดิษฐ์ ณ น่าน เป็นโอรสของเจ้าพรม และเจ้าดาวเรือง เจ้าพรมเป็นโอรสของเจ้าบริยศและเจ้าแม่คำอ่าง เจ้าบริยศเป็นโอรสพระเจ้าสุริยพงษผริตเดชฯ (ผู้ได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็น “พระเจ้า”ซึ่งนับเป็น พระเจ้าประเทศราช เป็นองค์สุดท้ายจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) กับแม่เจ้ายอดหล้า พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯผู้เป็นเจ้าครองนครน่านองค์ที่ 13แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์เป็นโอรสของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช (เจ้าอนันตยศ) เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 12 ซึ่งเป็นราชบุตรของเจ้าอัตถวรปัญโญเจ้าผู้ครองนครองค์ที่ 7 ซึ่งเป็นสมัยแรกที่เมืองน่านเป็นประเทศราชที่ขึ้นต่อกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอัตถวรปัญโญเป็นหลานของเจ้าอริยวงศ์เจ้าครองนครน่านองค์ที่ 2 ซึ่งเป็นราชบุตรของเจ้าพระยาหลวงติ๋นมหาวงศ์ ปฐมวงศ์แห่งราชวงศหลวงติ๋นมหาวงศ์

* Chart แสดงสาแหรกราชตระกูลของเจ้าสมปรารถนา ณ น่าน เจ้าของคุ้มเจ้าราชบุตร *


ความจริงภายหลังจากที่เมืองน่านในสมัยพระยาพลเทพฤๅชัยเจ้าผู้ครองนครน่านลำดับที่ 34พ่ายแพ้แก่บุเรงนองเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2103 เจ้าผู้ครองนครน่านในสมัยต่อๆมาในขณะนั้นได้พยายามแข็งเมืองและต่อสู้เพื่อให้เป็นอิสระหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เช่น ในปี พ.ศ.2140 เจ้าเจตบุตรพรหมินทร์เจ้าผู้ครองนครน่านลำดับที่ 36 รบกับกองทัพของมังนรธาช่อที่ปากง้าว เจ้าเจตบุตรฯพ่ายศึกและหนีไปอยู่ล้านช้าง ในปี พ.ศ.2143 ยกทัพลาวมาตีเชียงใหม่แต่แพ้ กลับมายึดน่านคืนได้และครองเมืองจนถึงปี พ.ศ. 2146 มังนรธาช่อ ยกทัพมาตีน่านอีกเจ้าศรีสองเมืองผู้เป็นน้องเป็นขบถ เปิดประตูเมืองให้พม่าเข้า เจ้าเจตบุตรพรหมินทร์ถูกจับเอาตัวไปประหารที่เชียงใหม่

ในปี พ.ศ. 2166 น่านแข็งเมืองอีกครั้งในสมัยเจ้าอุ่นเมืองเจ้าผู้ครองนครน่านลำดับที่ 40 เจ้าเมืองได้รวมกำลังต่อสู้กับพม่าแต่พ่ายแพ้ เจ้าอุ่นเมืองต้องหนีพม่าลงใต้ไปพึ่งกรุงศรีอยุธยาในสมัยของพระเจ้าทรงธรรม

นครน่านเสียหายหนักจากการแข็งเมืองอีกครั้งในสมัยพระเมืองราชาเจ้าครองนครน่านลำดับที่ 45 ในปี พ.ศ. 2246 พม่ายกทัพจากเชียงใหม่มาปราบและได้เผาเมืองเสียหายหนัก ราษฏรหลบหนีศึกและทิ้งเมืองหนีเข้าป่า ทำให้น่านกลายเป็นเมืองร้างเป็นเวลาถึง 5 ปี พระเมืองราชาหนีไปล้านช้างและลงไปพึ่งกรุงศรีอยุธยา

จากนั้นเป็นต้นมาพม่าก็ได้ส่งคนของตนมาครองน่าน กระทั่งถึงสมัยพระนาขวาเจ้าครองนครน่านลำดับที่49 ที่แต่งตั้งโดยพม่า รักษาเมืองร่วม 10 ปี ( พ.ศ. 2259-2269 ) หาผู้ครองนครน่านต่อไปไม่ได้ จึงได้ขอเอา เจ้าพระยาหลวงติ๋นมหาวงศ์ ซึ่งเป็นเชื้อวงศ์จากเชียงใหม่มาครองนครน่านต่อไป เจ้าพระยาหลวงติ๋นมหาวงศ์นี้เองก็ได้ครองนครน่านและนับเป็นเจ้าครองนครน่านลำดับที่ 50 และถือเป็นต้นราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ นับเป็นเจ้านครน่านองศ์ที่ 1 แห่งราชวงศ์ และเป็นต้นสกุล ณ น่าน ในปัจจุบัน

การที่เจ้าพระยาหลวงติ๋นมหาวงศ์ผู้เป็นต้นตระกูล ณ น่าน มีที่มาจากราชวงศ์เชียงใหม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง น่าน กับทางล้านนามีความใกล้ชิดยิ่งกว่าเพียงแค่ความสัมพันธ์ในทางการเมือง การปกครอง และทางภูมิศาสตร์ หากแต่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในทางสายเลือดอีกด้วย


อิทธิพลของอารยธรรมและพุทธศาสนาของสุโขทัยและล้านนา

นครน่านมีอารยธรรมที่มีลักษณะที่เป็นของตัวเอง อันเกิดจากการผสมผสานความเป็นสุโขทัยและล้านนา ไม่ว่าจะเป็นในด้านของสถาปัตยกรรม วัดวาอาราม เจดีย์ รวมทั้งศาสนา ก่อนเมืองน่านจะตกอยู่ภายใต้อำนาจของล้านนา ในสมัยของพระยาติโลกราช ในปี พ.ศ. 1993 น่านได้รับอิทธิพลอย่างมากจากอาณาจักรสุโขทัย อาจเป็นเพราะความสัมพันธ์ที่เกิดเนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ในลุ่มน้ำที่ใกล้เคียงกันและความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 8 พูดถึงดินแดนแคว้นสุโขทัยสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ความตอนหนึ่งว่า “เบื้องเหนือน้ำน่าน...ถึ...เจ้าพญาผากองเจ้าเมืองน่าน เมืองพลั่ว” นอกจากความสัมพันธ์ทางการปกครองและศาสนาแล้ว ยังมีหลักฐานความสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างเจ้านครน่านกับกษัตริย์สุโขทัยในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 45 และ 64 (จารึกวัดพระธาตุช้างค้ำ) กล่าวถึงการกระทำสัตย์สาบานระหว่างปู่พญา (เจ้าพญาผากอง) กับหลาน (กษัตริย์ครองกรุงสุโขทัย) ในปี พ.ศ. 1935 เพื่อที่จะช่วยเหลือกันในยามศึกสงคราม โดยก่อนหน้านั้นพญาผากองยกกองทัพจากเมืองน่านลงมาช่วยพระยาคำแหงรบกับสมเด็จพระธรรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) เพื่อป้องกันเมืองชากังราว เมื่อปี พ.ศ.1919 นอกจากนี้ในทางศาสนาและศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมนครน่านก็ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากทางสุโขทัยซึ่งเป็นพุทธศาสนาเถรวาท สายลังกาวงศ์ผ่านมาจากทางนครศรีธรรมราช


พระเจดีย์เดิมของวัดสวนตาลที่สันนิษฐานกันว่าสร้างตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 1911 ในสมัยพญาผากองสร้างเมืองน่านเป็นตัวอย่างที่เด่นชัด จากหลักฐานรูปภาพเดิมก่อนที่จะบูรณะเป็นรูปทรงเจดีย์ยอดปรางค์ดังที่เห็นในปัจจุบัน เดิมเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมซ้อนกันรองรับเรือนธาตุย่อเก็จ ส่วนยอดเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์มีปล้องไฉนและปลียอด ตามแบบเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ศิลปะสุโขทัย

การค้นพบพระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนีโดยนาย ไกรศรี นิมมานเหมินทร์ และนาย อเล็กซานเดอร์ เบราว์ กริสโวสด์ นักโบราณคดีชาวอเมริกันซึ่งมาศึกษาค้นคว้าศิลปะที่จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2498 เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงศิลปะสุโขทัยของพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางลีลาที่งดงาม แม้ว่าพระโมลีจะหายไปและมีการสร้างขึ้นใหม่ภายหลัง จากหลักฐานที่จารึกไว้ที่ฐานองค์พระพบว่าสร้างเมื่อวันพุธ เดือน 6เหนือ เดือน 8ใต้ จุลศักราช 788 พ.ศ. 1969 ในสมัยเจ้างั่วผาสุม เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 9 ก่อนที่จะเสียเมืองน่านให้กับทางเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 1993

พระธาตุเจดีย์ช้างค้ำ ที่ยกย่องกันว่าเป็นศิลปะสุโขทัยที่งดงามนั้น จะเห็นว่าบริเวณฐานสองชั้นล่างที่มีช้างโผล่ออกมาครึ่งตัวนอกฐานชั้นสอง โดยที่ขาหน้าคู่ยืนพ้นออกมานอกเหลี่ยมฐาน เฉพาะช้างที่อยู่ตรงมุมทั้งสี่ด้านประดับเครื่องอลังการตรงบริเวณตระพองและรอบคอเป็นพิเศษเป็นศิลปสุโขทัยอย่างชัดแจ้ง แต่ที่เหนือขึ้นไปเป็นฐานปัทม์ที่ซ้อนๆกันอยู่หลายชั้นและเป็นระฆังลังกาที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในล้านนาเหนือขึ้นไปเป็นฐานรองรับมาลัยลูกแก้วลดหลั่นขึ้นไปเป็นส่วนยอด ตรงยอดทำเป็นปลีหุ้มด้วยทองสวมยอดฉัตร ซึ่งส่วนหลังนี่เป็นศิลปะล้านนา เข้าใจว่ามีการบูรณะในภายหลัง เลยมีลักษณะเป็นแบบผสมผสาน ส่วนทางด้านพระธาตุแช่แห้งที่เห็นเป็นแบบล้านนานั้นน่าจะเกิดจากการสร้างคอบภายหลังเนื่องจากมีการบูรณะหลายครั้ง ทั้งๆที่สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองในสมัยที่อิทธิพลล้านนายังมาไม่ถึง

พูดถึงอิทธิพลของล้านนา หลังจากที่พระยาติโลกราชจากเชียงใหม่ยึดครองน่านได้ อิทธิพลของล้านนาก็ได้หลั่งไหลเข้ามาสู่นครรัฐแห่งนี้อย่างเต็มที่ ขณะที่ความรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนาจากทางเชียงใหม่กำลังเฟื่องฟู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางพุทธศาสนา ล้านนาเป็นปึกแผ่นและรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งสำคัญเป็นครั้งที่ 8 ของโลก ณ วัดมหาโพธารามหรือวัดเจ็ดยอด เพื่อความเป็นเอกภาพในแนวทางพุทธศาสนาเพื่อเป็นหลักปฏิบัติของพระสงฆ์นิกายต่างๆในล้านนา

อิทธิพลทางด้านพุทธศาสนาที่มีต่อล้านนามีที่มาหลายสาย พื้นฐานอารยธรรมที่รุ่งเรืองและแข็งแกร่งได้เริ่มตั้งแต่ครั้งก่อตั้งอาณาจักร สมัยของพระยาเม็งรายก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่ดินแดนที่เป็นอาณาจักรเหนือขึ้นไปตอนบนของลุ่มน้ำปิงที่เรียกว่า “หริภุญไชย” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1204 ฤาษีวาสุเทพ ได้สร้างเมืองหริภุญไชยหรือลำพูนในปัจจุบัน หลังจากนั้นสองปีได้ทูลเชิญพระนางจามเทวีราชธิดาของกษัตริย์ละโว้หรือลพบุรีมาครองเมืองเป็นองค์แรก การขึ้นมาครองเมืองของพระนางได้นำเอาวิทยาการ ศิลปวัฒนธรรม และผู้คนจากละโว้ขึ้นมาด้วย หริภุญไชยจึงเป็นเมืองทางเหนือแห่งแรกที่รับเอาวัฒนธรรมอินเดีย (ทวารวดี) โดยผ่านละโว้ รับพุทธศาสนาเข้ามาแทนความเชื่อเดิมที่นับถือผี มีการสร้างวัด มีพระสงฆ์สอนศาสนา มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตและผู้ชำนาญการต่างๆที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีระบอบการปกครองและมีสถาบันกษัตริย์ที่มีการสืบสันตติวงศ์ที่แน่นอน ก่อนที่พระนางจามเทวีจะเข้ามาปกครองและนำเอาประชากรจากลพบุรีเข้ามา ชนพื้นเมืองเดิมส่วนใหญ่เป็นชาวลัวะ ที่มีความเชื่อในเรื่องการนับถือผี ต่อมาภายหลังเมืองหริภุญไชยมีความรุ่งเรืองขึ้นมีชนเผ่ารามัญหรือมอญได้อพยพเข้ามาอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ชาวมอญที่ว่านี้ก็นำเอาพุทธศาสนา สายรามัญเข้ามาด้วยและเป็นสายที่มีอิทธิพลหลักในหริภุญไชยต่อๆมา พระยาเม็งรายมีความปรารถนาที่จะได้ยึดครองหริภุญไชยมีการเตรียมการและวางแผนเป็นเวลานาน กระทั่งส่งคนเข้าไปในเมืองหริภุญไชยเพื่อบ่อนทำลาย มีการสะสมกำลังทัพ จนยึดเมืองหริภุญไชยได้เมื่อปี พ.ศ. 1824 อำนาจการปกครองราชวงศ์จามเทวี ที่เมืองหริภุญไชยที่มีมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์จนถึงพระญาญีบากษัตริย์ลำดับที่ 49 องค์สุดท้ายที่ติดต่อยาวนานกว่า 618 ปีก็สิ้นสุดลง การครอบครองหริภุญไชยของพระยาเม็งรายได้นั้นได้รับเอาอารยธรรม ศิลปวิทยาการ วิธีการปกครองรวมทั้งพุทธศาสนาเข้ามาในเชียงใหม่ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งอาณาจักร

หลังจากรับอิทธิพลพื้นฐานจากหริภุญไชย ได้มีพุทธศาสนาเถรวาทนิกายลังกาวงศ์จากสุโขทัยเข้ามาเชียงใหม่ในสมัย พระยากือนา เจ้าครองเชียงใหม่องศ์ที่ 6 แห่งราชวงศ์เม็งราย ได้มีการอารธนาพระสุมนเถระจากเมืองสุโขทัยมาอยู่ที่วัดสวนดอก เมืองเชียงใหม่ พระยากือนาได้สนับสนุนให้พระภิกษุจากเมืองใกล้เคียงเช่น เชียงแสน เชียงตุง เชียงรุ้ง เข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนา ทำให้วัดสวนดอกและเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาในสมัยนั้น บทบาทของพระสงฆ์มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของชาวล้านนา กระทั่งสามารถตักเตือนพระมหากษัตริย์ที่ประพฤติตนไม่ถูกต้องได้ในบางครั้ง

ก่อนสมัยพระยาติโลกราชเพียงสมัยเดียว ในสมัยของพระยาสามฝั่งแกน เจ้าผู้ครองเชียงใหม่ลำดับที่ 8 แห่งราชวงศ์เม็งราย ได้มีการนำเอาพุทธศาสนานิกายใหม่คือ พุทธศาสนาลังกาวงศ์สายใหม่หรือสายสิงหลเข้ามา ในปี พ.ศ. 1967 มีพระเถระชาวเชียงใหม่ 25 องค์ ชาวลพบุรี 8 องค์ ชาวรามัญ 1 องค์ ไปศึกษาภาษาบาลีและพุทธศาสนาที่ลังกา กลับมาพร้อมพระลังกาอีก 2 องค์มาอยู่ที่วัดป่าแดง เมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาล้านนาจึงมีพุทธศาสนาอยู่ 3 คณะ คือพื้นเมืองเดิมเนื่องมาแต่หริภุญไชย 1 คณะรามัญหรือลังกาวงศ์ สายเก่าจากทางสุโขทัย ที่วัดสวนดอก 1 และคณะสิงหลหรือลังกาวงศ์สายใหม่ วัดป่าแดงอีก 1

การมีพุทธศาสนาที่เข้ามาทางเชียงใหม่จากหลายสายนี่เองที่เป็นสาเหตุของการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งใหญ่ในเวลาต่อมาสมัยพระยาติโลกราช เมื่อครอบครองน่านได้ อิทธิพลทางพุทธศาสนาที่เข้มแข็งของเชียงใหม่จึงเข้าครอบคลุมและแผ่ขยายเป็นอิทธิพลหลักของน่านนับแต่นั้นมา รวมทั้งอารยธรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาการ การปกครอง ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์แห่งล้านนา


น่านหลังเป็นอิสระจากพม่า

การเป็นนครรัฐอิสระหมายถึงการมีการปกครองที่เป็นของตนเอง แม้ว่าการเป็นนครรัฐที่ถือเป็น ประเทศราช หรือเมืองขึ้นในอีกความหมายหนึ่งจะทำให้สูญเสียความเป็นอิสระบางอย่าง เช่นจำต้องส่งบรรณาการ และเตรียมพร้อมช่วยศึกสงครามในยามที่ถูกเรียกร้องก็ตาม แต่การปกครองภายในก็ยังค่อนข้างเป็นอิสระมากน้อยขึ้นอยู่กับนโยบายของประเทศที่เป็นเจ้าครอบครอง หลังจากพระเจ้ากรุงธนบุรีประกาศอิสรภาพจากพม่า และสามารถขับไล่พม่าออกไป หลังจากนั้นก็เป็นเวลาที่ทางเชียงใหม่ และเมืองทางเหนือเริ่มแข็งเมืองและเป็นอิสระจากพม่า เริ่มตั้งแต่การร่วมมือกันกอบกู้ล้านนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชียงใหม่ และลำปางของพระยาจ่าบ้าน และเจ้ากาวิละกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พร้อมด้วยขุนศึกคู่พระทัยคือเจ้าพระยาจักรี และเจ้าพระยาสุรสีห์ เข้าตีเชียงใหม่ได้เมื่อปี พ.ศ. 2317 นับแต่นั้นมา ล้านนาเชียงใหม่ก็ได้เปลี่ยนจากการเป็นเมืองขึ้นของพม่า มาสู่รัตนโกสินทร์ในเวลาต่อมาภายหลังจากตั้งกรุงเทพฯ ส่วนทางน่านเองหลังปี พ.ศ. 2322 ก็ตกอยู่ในความวุ่นวายสับสน จนกระทั่ง พ.ศ. 2326 รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯแต่งตั้งเจ้าขนาน จันทปโชติ บุตรของเจ้าอริยวงศ์ (หวั่นท็อก) อดีตเจ้าเมืองน่าน ขึ้นเป็นพระยาน่านนามว่า พระยามงคลยศ นับเป็นเจ้าครองนครน่านลำดับที่ 55 และเป็นราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ลำดับที่ 6 ต่อมาพระยามงคลยศได้ยกเมืองน่านให้กับเจ้าอัตถวรปัญโญ ขึ้นเป็นเจ้าครองนครน่านองค์แรกแห่งยุคกรุงรัตนโกสินทร์ นับแต่นั้นมานครน่านซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาก็ได้ขึ้นตรงต่อรัตนโกสินทร์ ในฐานะหัวเมืองประเทศราช

นครน่านในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้ร่วมมือกับทางกรุงเทพฯอย่างเต็มที่ ในช่วงหลังอิทธิพลพม่าเป็นช่วงสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่หัวเมืองน้อยใหญ่ น่านได้ร่วมทัพกับทางกรุงรัตนโกสินทร์หลายครั้ง

ในปี พ.ศ. 2348 สมัยเจ้าอัตถวรปัญโญ หลังตั้งเมืองขึ้นมาใหม่ ได้ยกกำลังไปร่วมกับเมืองเชียงใหม่และลำปางเพื่อตีเมืองเชียงแสน ยึดเมืองคืนจากพม่าได้

ในสมัยเจ้าสุมนเทวราช เมื่อปี พ.ศ. 2354 ยกทัพไปตีเมืองล้า เมืองพง เชียงแขง เมืองหลวงภูคา กวาดเอาครัวเรือนชาวไทยลื้อเป็นเชลยลงมาน่าน และนำท้าวพระยาหัวเมืองดังกล่าวไปเฝ้ารัชกาลที่ 2 ที่กรุงเทพฯ

ในปี พ.ศ. 2369 เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทร์ เมืองน่านในฐานะหัวเมืองประเทศราชได้นำกำลังพลไปช่วยกองทัพสยามปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ที่เวียงจันทร์ในปีต่อไปนำกำลังไปรักษาเมืองหลวงพระบาง

สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้าครองนครน่านลำดับที่ 56 เมื่อปี พ.ศ. 2396 รัชกาลที่ 4 โปรดให้ไปตีเมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา พอถึงเจ้าเมืองเชียงรุ้งยอมสวามิภักดิ์ขึ้นต่อกรุงรัตนโกสินทร์ พอถึงปี พ.ศ. 2397-2398 ยกทัพไปช่วยกรมหลวงวงศาธิราชตีเมืองเชียงตุงอีกครั้งหนึ่ง


ลมพายุที่พัดมาจากตะวันตก ... ลัทธิล่าอาณานิคม

ความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงเสมือนคลื่นใหญ่จากภายนอกเกิดขึ้นตั้งแต่ในราวช่วงปลายรัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ลัทธิล่าอาณานิยมที่รุกคืบเข้ามาในภูมิภาคโดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก อังกฤษ และ ฝรั่งเศส มีผลไม่แต่เพียงการเมือง การปกครอง การบริหาร หากมีผลต่อทั้งทางเศรษฐกิจ และวิถีชีวิต วัฒนธรรม เหตุการณ์ที่มีบันทึกที่เกิดขึ้นจากทางล้านนาเชียงใหม่เห็นได้ชัด ในสมัยเจ้าหลวงพุทธิวงศ์ เจ้าหลวงผู้ครองเชียงใหม่ลำดับที่ 4 แห่งราชวงศทิพย์จักราธิวงศ์ (เจ้าเจ็ดตน) เริ่มมีการติดต่อสัมพันธ์กับอังกฤษ มีการนำเอาวิธีการจัดเก็บภาษี โดยถ้าปลูกพืชชนิดใดทางการก็จะหักผลผลิตเป็นภาษีตามอัตราที่กำหนด นับเป็นจุดเปลี่ยนการปกครองจากแบบโบราณประเพณีเข้าสู่กระแสการบริหารและการเศรษฐกิจสมัยใหม่

สมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าครองนครเชียงใหม่องศ์ที่ 6 แห่งราชวงศทิพย์จักราธิวงศ์ ได้มีการประกาศศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ที่เชียงใหม่โดยศาสนาจารย์ดาเนียล แมคกิลวารี เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2411 และจัดตั้งคริสต์จักรขึ้นในวันที่ 18 เมษายน 2411 ต่อมาในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 หลังประกาศคริสต์ศาสนานิกายโปรแตสแตนท์ นางโซเฟีย แมคกิลวารีได้เริ่มให้มีการศึกษาแบบปัจจุบันสำหรับสตรีเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2418 แทนการศึกษาแบบโบราณประเพณีที่มีวัดเป็นแหล่งอบรม ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นโรงเรียนดาราวิทยาลัยในปัจจุบัน ส่วนการศึกษาสำหรับเด็กชาย ได้มีการจัดตั้ง โรงเรียนเด็กชายวังสิงห์คำขึ้นในปี พ.ศ. 2431 และได้กลายเป็น โรงเรียนปรินส์รอยแยลวิทยาลัยในปัจจุบัน

การเข้ามาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ในดินแดนล้านนาของคนในบังคับอังกฤษมีผลกระทบที่ค่อนข้างรุนแรงในหลายด้าน สนธิสัญญาเบาริง (Sir John Bowring)ที่ทางกรุงเทพฯจำต้องทำกับอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2398 ไม่เพียงรับรองฐานะและเสรีภาพในการค้าของชาวอังกฤษในประเทศไทย แต่ยังทำให้ไทยต้องถูกจำกัดสิทธิในทางพิพากษาคดีความที่มีคนในบังคับของอังกฤษเกี่ยวข้องด้วย ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2401-2416 จากเหตุเนื่องมาจากความขัดแย้งในเรื่องสัมปทานการทำป่าไม้กับเจ้าหลวงเชียงใหม่และราชวงศ์ พบว่ามีการฟ้องร้องเจ้านายเชียงใหม่ของคนในบังคับของอังกฤษถึง 42 เรื่อง ถูกตัดสินให้แพ้คดีและจ่ายค่าเสียหายรวม 466,015 รูปี หรือ 372,812 บาท เจ้าเมืองในขณะนั้นคือพระเจ้าอินทวิชยานนท์ขอชำระเพียงครึ่งเดียวก่อน ส่วนที่เหลือจะชำระภายใน 6 เดือน แต่ศาลกงศุลอังกฤษไม่ยอม บังคับให้ชำระหมดหรือมิฉะนั้นต้องจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งราชสำนักไทยไม่ยินยอม ที่สุดเจ้าเชียงใหม่ต้องจ่ายค่าเสียหายไป 150,000 รูปี (120,000 บาท) ราชสำนักกรุงเทพฯให้ยืมเงิน 310,000 รูปี (248,000 บาท) โดยต้องชำระคืนภายใน 7 ปีพร้อมดอกเบี้ยในรูปของไม้ขอนสัก 300 ท่อนต่อปี โดยไม่เกี่ยวกับเครื่องราชบรรณาการที่ต้องส่งประจำทุก 3 ปี

ในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ไทยเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสและอังกฤษหลายครั้ง โดยเฉพาะฝรั่งเศส 5 ครั้งด้วยกัน ตั้งแต่ พ.ศ. 2410 เสียส่วนใหญ่ของประเทศเขมรและเกาะ 6 เกาะ ครั้งที่สองปี พ.ศ. 2431เสียดินแดนแคว้นสิบสองจุไทย ครั้งที่สามปี พ.ศ. 2436 ต้องเสียพื้นที่ใหญ่บริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงซึ่งมีเนื้อที่ถึง 243,000 ตารางกิโลเมตร ครั้งที่สี่ปี พ.ศ. 2446 เสียฝั่งขวาของแม่น้ำโขง และครั้งที่ 5 ในปี พ.ศ. 2449 เสียพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ส่วนทางอังกฤษนั้นเราต้องเสียเมืองไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปลิส เมื่อปี พ.ศ. 2451 เพื่อแลกเปลี่ยนกับสิทธิให้คนในบังคับอังกฤษมาขึ้นศาลไทย ผลกระทบของการขยายอำนาจของลัทธิจักรวรรดินิยมที่มีต่อไทยมีมาก ไม่เพียงแต่ด้านสังคม การศึกษา ศาสนา การบริหารจัดการ ค่านิยม และเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงด้านอธิปไตย และผืนแผ่นดินของเรา

อาจเป็นเพราะพระสยามเทวาธิราช ที่ปกปักรักษาผืนแผ่นดินนี้ หลังจากการคุกคามของฝรั่งเศสในระยะแรกๆทำให้อังกฤษซึ่งเข้ามามีผลประโยชน์ในประเทศไทยมากมายอยู่ก่อนแล้ว เกรงจะเกิดเสียหายขึ้นจึงได้เจรจาตกลงกับฝรั่งเศสและได้ทำสัญญาเมื่อปี พ.ศ. 2439 ให้ประเทศไทยเป็นดินแดนกันชน ระหว่างอาณานิคมของทั้งสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งฝรั่งเศสครอบครองอยู่ทางด้านตะวันออก และอังกฤษครอบครองทางด้านตะวันตก โดยทั้งสองประเทศให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่แสวงผลประโยชน์ผูกขาดในประเทศไทย มีผลให้เอกราชและอธิปไตยของชาติไทยได้รับหลักประกัน


การเปลี่ยนแปลงที่นำมาสู่การสิ้นสุดของอาณาจักร

ลมพายุที่พัดมาจากทางฝั่งตะวันตก ได้นำความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงมาสู่ดินแดนแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ยกตัวอย่างตั้งแต่เรื่องการเปลี่ยนธรรมเนียมให้สวมใส่เสื้อผ้าเวลาเข้าเฝ้าของขุนนางในสมัย ร. 4 การฝึกทหารแบบยุโรป การสร้างเรือกลไฟ การเข้ามาของมิชชันนารี่เพื่อเผยแผ่ศาสนา สอนภาษา และการรักษาโรคแบบแผนปัจจุบัน การเริ่มใช้เหรียญกษาปณ์ และเริ่มมีตำรวจนครบาล ต่อเนื่องมาถึงช่วงรัชกาลที่ 5 ที่เริ่มมีการบริการไปรษณีย์ การตั้งกรมธนบัตร เริ่มมีการใช้ธนบัตร มีการเลิกทาส ตั้งกระทรวงยุติธรรม มีการให้ข้าหลวงพิเศษไปจัดการศาลตามหัวเมือง จัดกองทัพตามหัวเมือง ตั้งโรงเรียนนายร้อย โรงเรียนนายเรือ จัดทำงบประมาณแผ่นดิน รวมทั้งการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองส่วนภูมิภาคเป็นแบบ มณฑลเทศาภิบาล ในปี พ.ศ. 2435 มีผลทำให้นครรัฐต่างๆรวมทั้งล้านนาเชียงใหม่ และน่าน กลายสภาพจากนครรัฐที่เป็นประเทศราชซึ่งมีอิสระในการบริหารจัดการภายในเป็นเพียงจังหวัดหนึ่งของไทย

เพื่อให้เห็นสภาพการบริหารจัดการปกครองภายในของประเทศราชอย่างของล้านนาเชียงใหม่ ตั้งแต่สมัยเจ้ากาวิละเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้สืบทอดการปกครองตามแบบอย่างของโบราณประเพณี ได้สถาปนาเจ้านายในสายสกุลเจ้าเจ็ดตนให้ครองเมืองเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และได้ปรับปรุงระบบการปกครองโดยรับระบบบางอย่างจากไทยมาใช้ เช่น
- เจ้าหอหน้า หรือเจ้าอุปราช เทียบเท่าตำแหน่งวังหน้า
- เจ้าเมืองแก้ว หรือเจ้าบุรีรัตน์ เทียบเท่าวังหลัง
- ปฐมอัคคมหาเสนาทังสี่ ประกอบด้วย พระญาแสนหลวง พระญาสามล้าน พระญาจ่าบ้าน พระญาเด็กชาย เหมือนตำแหน่งจัตุสดมภ์ของไทยคือ เวียง วัง คลัง นา
- เจ้าขันทังห้า มีเจ้าหลวงเป็นประธาน มีเจ้าอุปราช เจ้าราชบุตร เจ้าราชวงศ์ และเจ้าบุรีรัตน์ ตำแหน่งดังกล่าวเวลามีศึกสงครามเกี่ยวข้องกับการคุมกำลังรบเป็นสำคัญ ในสมัยเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ได้เพิ่มอีกสามตำแหน่ง คือ เจ้าราชภาคินัย พระญาอุตรการโกศล พระญาไชยสงคราม สมัยเจ้าอินทวิชยานนท์ ได้รับโปรดเกล้าให้เพิ่มอีกสามตำแหน่ง คือ เจ้าราชภาติกวงศ์ เจ้าราชสัมพันธวงศ์ และเจ้าสุริยวงศ์ ในปี พ.ศ. 2437 รัชกาลที่ 5 โปรดให้เพิ่มอีกสองตำแหน่งคือ เจ้าทักษิณนิเกตน์ กับเจ้านิเวศอุดร ครั้นถึง พ.ศ. 2441 หลังตราพระราชบัญญัติศักดินาเจ้านายแล้วก็ทรงให้เพิ่มอีกสี่ตำแหน่ง คือ เจ้าประพันธพงศ์ เจ้าวรญาติ เจ้าราชญาติ และเจ้าไชยวรเชษฐ์ รวมทั้งหมดตำแหน่งเจ้าขันทังห้าจึงมีรวม 17 ตำแหน่ง
- เค้าสนามหลวง ประกอบด้วยเจ้านายชั้นสูง ขุนนางและข้าราชการชั้นสูง เป็นสำนักปกครองบ้านเมือง ซึ่งประกอบด้วยกระเซิงหรือกระทรวงต่างๆ รวม 32 ตำแหน่ง
- การปกครองระดับท้องถิ่น แบ่งเขตออกเป็น แคว่น (ตำบล) และบ้าน (หมู่บ้าน) มีพ่อแคว่นเป็นผู้ปกครองแคว่น แก่บ้านเป็นผู้ปกครองบ้าน
- การปกครองในส่วนหัวเมือง มีการแบ่งเป็นกลุ่มหัวเมืองภายใน หัวเมืองด่านชั้นนอก และหัวเมืองชายแดน
- ด้านการศาล ล้านนาแบบโบราณ ไม่มีระเบียบแบบแผนที่ตายตัว ผู้ฟ้องอาจยื่นฟ้องต่อเจ้านายท่านใดก็ได้ หรืออาจยื่นต่อเจ้าหลวงโดยตรงก็ได้

ในส่วนของนครน่าน หลังจากที่รัชกาลที่ 5 เปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นแบบ มณฑลเทศาภิบาล ใหม่ๆหลังปี พ.ศ. 2435 เพียงปีเดียวเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯเจ้าผู้ครองน่านองค์ที่ 12 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ ถึงแก่พิราลัย เจ้าสุริยะผู้เป็นโอรสได้ขึ้นครองน่านต่อมา ทางกรุงเทพฯได้ส่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เรียกว่า ข้าหลวงประจำเมือง มาดูแลกำกับการบริหารงานของเจ้าผู้ครองนคร และโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเจ้านายบุตรหลานของเจ้าผู้ครองนครให้เป็นเจ้าศักดินาชั้นสัญญาบัตรลดหลั่นกันไปเป็นกรมการพิเศษ ช่วยเหลือการบริหารงานเจ้าผู้ครองนครดังนี้
- เจ้าอุปราช
- เจ้าราชวงศ์
- เจ้าบุรีรัตน์
- เจ้าสุริยวงศ์
- เจ้าราชภาติวงศ์
- เจ้าราชภาคินัย
- เจ้าราชดนัย
- เจ้าราชสัมพันธวงศ์
- เจ้าราชบุตร
- เจ้าประพันธ์พงษ์
- เจ้าชัยสงคราม
- เจ้าราชญาติ
- เจ้าวรญาติ

แสดงให้เห็นถึงหลักการการจัดการบริหารภายในนครรัฐคล้ายของเชียงใหม่ แต่จำนวนและรายชื่อน้อยกว่าและแตกต่างกันบ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรูปแบบการปกครองที่เป็นแบบ จังหวัด ในปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมาก ในรูปแบบของนครรัฐมีลักษณะคล้ายประเทศเล็กๆประเทศหนึ่งทีเดียว ทั้งมีอิสระในการบริหารจัดการภายใน รวมทั้งเรื่องสำคัญของการจัดการเรื่องการเศรษฐกิจและการจัดเก็บรายได้ หลังเจ้าสุริยะครองนครน่าน 10 ปี ในปี พ.ศ. 2446 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้มีพระบรมราชโองการให้สถาปนาเลื่อนฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น “พระเจ้านครน่าน” มีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฏว่า “พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กุลเชษฐ์มหันต์ ชัยนันทบุรมหาราชวงศาธิบดี” พระเจ้านครน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. 2461

หลังสมัยของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้ามหาพรหมสุรธาดาผู้เป็นอุปราชได้ขึ้นครองนครน่านแทน แต่เนื่องจากรัฐบาลสยามได้เปลี่ยนแปลงการปกครองบ้านเมืองใหม่ มีนโยบายรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลาง อำนาจของเจ้าผู้ครองนครจึงลดน้อยลง เค้าสนามหลวง ซึ่งเป็นแบบการบริหารล้านนาแต่เดิมถูกแทนที่ด้วยข้าราชการหน่วยต่างๆจากส่วนกลาง รวมทั้งการจัดเก็บภาษีส่วยสาอากรที่เดิมเป็นรายได้ของหัวเมืองนั้นๆก็ถูกเปลี่ยนแปลง เงินภาษีอากรที่จัดเก็บได้ถูกโอนเข้าท้องพระคลังกลาง ส่วนเจ้าครองนครได้รายได้จากส่วนกลางในรูปของเงินเดือน ที่สุดในปี พ.ศ. 2474 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เพียงปีเดียว เจ้ามหาพรหมสุรธาดาผู้เป็นเจ้าผู้ครองนครน่านลำดับที่ 63 และเป็นองศ์ที่ 14 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายก็ถึงแก่พิราลัย รัฐบาลสยามก็ประกาศยกเลิกตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครน่านตั้งแต่นั้นมา นับเป็นการสิ้นสุดการปกครองในฐานะนครรัฐอย่างสมบูรณ์

เจ้าสมปรารถนา ณ น่าน และเจ้าวาสนา ณ น่านเป็นทายาทระดับเหลนของเจ้ามหาพรหมสุรธาดา ทางสายมารดา และเป็นทายาทระดับโหลนของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ทางสายบิดา โดยทั้งสองท่านเป็นธิดาของเจ้าประดิษฐ์ ณ น่านและเจ้าแม่โคมทอง ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพรม ณ น่านและเจ้าดาวเรือง เชื้อสายมาจากทั้งเจ้ามหาพรหมสุรธาดา และพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ อันเป็นพี่น้องต่างมารดาของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ปัจจุบันเป็นทายาทผู้ครอบครองคุ้มเจ้าราชบุตร

ผมไม่ใช่นักประวัติศาสตร์แต่เป็นนักถ่ายภาพ เมื่อครั้งที่ผมไปเยี่ยมเยือนเจ้าสมปรารถนา ณ น่านและ คุณ สถาพร สุริยา ผู้เป็นสามี ระหว่างที่สนทนาถึงที่มาของตระกูล ผมขอท่านถ่ายรูป ผมถ่ายเพียงภาพเดียว และอีกภาพรูปเจ้าและสามี เบื้องหลังภาพถ่ายนั้นฉากหลังเป็นภาพถ่ายสาแหรกราชตระกูลของเจ้า รูปตรงกลางที่เป็นภาพใหญ่คือภาพของเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เหนือขึ้นไปซ้ายขวาเป็นภาพพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯและเจ้ามหาพรหมสุรธาดา ด้านซ้ายของภาพใหญ่ เจ้าศรีพรหมา (ราชธิดาของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ) ม.จ. สิทธิพร กฤดากร (สามี) และภาพเจ้าพรมและเจ้าดาวเรือง (บิดามารดาเจ้าประดิษฐ์ ณ น่าน) ส่วนด้านขวาไล่จากด้านบนลงล่างและจากซ้ายมาขวา เป็นแม่เจ้าศรีโสภา เจ้าราชบุตร(บิดาเจ้าโคมทอง) เจ้าโคมทอง เจ้าบุญโสม(มารดาเจ้าโคมทอง) เจ้าบัวมัน และรูปสุดท้ายเจ้าจุมปี (ทั้งเจ้าบัวมันและเจ้าจุมปีเป็นธิดาของเจ้าราชบุตรและเจ้าบุญโสม) ภาพถ่ายเพียงภาพเดียวที่ผมถ่ายนั้นที่ทำให้พยายามอธิบายความหมายและเรื่องราวที่อยู่ด้านหลัง มีความรู้สึกว่าเรื่องราวของอาณาจักรน่านทั้งหมดอยู่ภายใน ดูเหมือนยังมีเสียงลมหายใจ ... ลมหายใจของอาณาจักรน่าน ... ลมหายใจแห่งล้านนา




บรรณานุกรมอ้างอิง

- ประชุมพงศาวดารฉบับราษฎร์ ภาคที่ 1 พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ฉบับพระยาทิพากรวงศ์ ฉบับตัวเขียน นฤมล ธีรวัฒน์ ผู้ชำระต้นฉบับ ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ บรรณาธิการ สำนักพิมพ์อัมรินทร์วิชาการ พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2539
- ประชุมพงศาวดารฉบับราษฎร์ ภาคที่ 2 พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด สรัสวดี อ๋องสกุล ผู้ปริวรรตและจัดทำ ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ บรรณาธิการ สำนักพิมพ์อมรินทร์วิชาการ พิมพ์ครั้งแรก ธันวาคม 2539
- ประชุมพงศาวดารฉบับราษฎร์ ภาคที่ 4 พื้นเมืองเชียงแสน สรัสวดี อ๋องสกุล ปริวรรต ตรวจสอบ และวิเคราะห์ ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ บรรณาธิการ สำนักพิมพ์อมรินทร์วิชาการ พิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2546
- พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 เจ้าพระยาทิพการวงศ์ (ขำ บุนนาค) เรียบเรียง กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2545
- พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ กรมศิลปากรพิมพ์ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2546
- พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 เจ้าพระยาทิพการวงศ์ (ขำ บุนนาค) เรียบเรียง กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2547
- เพ็ชร์ลานนา (1) ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง รวบรวม/เรียบเรียง ผู้จัดการศูนย์ภาคเหนือ พิมพ์ครั้งที่ 2 กุมภาพันธ์ 2538
- เพ็ชร์ลานนา (2) ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง รวบรวม/เรียบเรียง ผู้จัดการศูนย์ภาคเหนือ พิมพ์ครั้งที่ 2 กุมภาพันธ์ 2538
- แผ่นดินล้านนา สุรพล ดำริห์กุล สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2539
- หนังสือนำชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ น่าน และจังหวัดน่าน สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547
- ขอบคุณเป็นพิเศษ คุณพิทยา วงศ์ใหญ่ ที่ช่วยรวบรวมข้อมูลจากเมืองเหนือ
- ข้อมูลจาก website ที่เกี่ยวข้องอีกหลายเว็ป
- สุดท้ายขอกราบขอบพระคุณ เจ้าสมปรารถนา ณ น่าน และคุณสถาพร สุริยา ในไมตรีจิตมิตรภาพ และอนุญาติให้เผยแพร่ข้อมูลในวงกว้าง

Edited by - chaipong on 30 July 2007 09:45:58

Virakich
Rolleilism



1579 Posts

Posted - 30 July 2007 :  11:12:10  Show Profile  Reply with Quote
เป็นอีก 1 คอลัมน์ ที่ชื่นชอบ โดยส่วนตัวครับ

Go to Top of Page

rapper
ตากล้องพ่อลูก(ไม่)อ่อน

2368 Posts

Posted - 22 August 2007 :  17:41:51  Show Profile  Reply with Quote

ตอนแรกนึกว่าอ่านแล้ว แต่พอเข้ามาพบว่าเพิ่มเติมรายละเอียดได้สุดยอดมากเลยครับ

ชอบอ่านสารคดีแนวนี้จังครับ

Go to Top of Page

chaipong
เทพเจ้าพู่กันจีน



1215 Posts

Posted - 23 August 2007 :  09:18:26  Show Profile  Reply with Quote
อ้าว...แล้วกัน ตอนแรกคิดว่าคนไม่สนใจอ่าน หรือว่ายาวไป คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าคนจะคิดว่าเคยโพสมาแล้ว

ที่จริงนี่เป็นฉบับเต็ม ที่ลงคราวก่อนเป็นแค่วรรคสุดท้ายครับ .........
Go to Top of Page

buttertea
เทพขาวดำ

815 Posts

Posted - 24 August 2007 :  09:20:13  Show Profile  Reply with Quote
ชื่นชอบครับ ระหว่างภาพถ่ายแต่ละภาพ เหมือนมีเส้น(สาแหรก)ที่มองไม่เห็น โยงใยกันอยู่อย่างแน่นแฟ้น

อ่านถึงเรื่องบ่อเกลือแล้ว ทำให้ผมนึกถึงตอนไปเที่ยวแม่ฮ่องสอน พ่อหลวงชาวปากะญอท่านนึง อยู่แถวๆถ้ำแก้วโกมล อ.แม่ลาน้อย แกเล่าว่าตอนหนุ่มๆ จะซื้อเกลือทีต้องเดินข้ามเขาไปถึงฮอด ไปตัวเปล่าๆ ให้เบาที่สุด เพราะขากลับต้องขนเกลือมาด้วย ขาไปใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ส่วนขากลับก็นานขึ้นอีกวันนึง ถามว่าใช้ม้าหรือเปล่า แกก็ส่ายหน้า " ขนาดปืนพ่อยังไม่เอาไปด้วยเลย มันเกะกะ เหน็บแต่มีด " ( ไม่เห็นเกี่ยวกะม้าตรงไหน 555 )
ส่วนใหญ่คนขนเกลือจะฐานะไม่ดีนัก ตอนขนก็ต้องพยายามติดตัวมาให้มากที่สุด เพื่อขายคนรวยๆในละแวกบ้าน

ในสมัยโบราณ เกลือเป็นของหายากและมีค่าจริงๆ โดยเฉพาะกับคนที่สูง ชาวทิเบตก็เหมือนกัน เคยดูหนังเรื่อง Himalaya เป็นเรื่องของคาราวานเกลือล้วนๆ ถ่ายทำสวยมากครับ
Go to Top of Page

chaipong
เทพเจ้าพู่กันจีน



1215 Posts

Posted - 24 August 2007 :  11:14:45  Show Profile  Reply with Quote
ขอบคุณสำหรับคำชมอีกครั้งครับคุณชาธิเบต

เกลือในสมัยโบราณก็เหมือนน้ำมันในสมัยนี้แหละครับ สงครามเกิดขึ้นก็เพื่อต้องการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวกันว่าในยุคต่อไปจะเข้าสู่ยุคสงครามแย่งชิงน้ำจืดครับ

เรื่องการเดินทางนี่ความจริงมีดมีประโยชน์มากกว่าปืนมากนะครับ ถ้าให้เลือกก็ต้องเลือกพกมีดระหว่างเดินทาง ชาวธิเบตบนที่ราบสูงทราบดี พวกเขาพกมีดกันทุกคนครับ ตอนผมขึ้นเขาไปดูธารน้ำแข็งบนเขาหมิงหย่ง ชาวธิเบตพกมีดยาวประมาณหนึ่งฟุต มีปลอกทองเหลืองที่เป็นลวดลายท้องถิ่นดูคลาสสิก ผมขอซื้อจากคนเลี้ยงม้ามาดื้อๆเพราะทนเสน่ห์มันไม่ไหว ต้องใช้เทคนิคในการโหลดใส่กระเป๋าเพื่อหนีการตรวจของเรดาห์ ตอนนั้นพอดีมีการจี้เครื่องบินในจีนด้วยมีด เขาก็เลยห้ามเอาขึ้นเครื่องแม้จะโหลดไปก็ตาม ที่สุดก็เอาออกมาได้ เป็นมีดที่ผมรักมากครับ ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ ไม่งั้นจะโพสลงให้ดู...
Go to Top of Page

t_tarnsy
สมาชิกใหม่

1 Posts

Posted - 03 March 2008 :  10:02:07  Show Profile  Reply with Quote
สวัสดี ได้รู้ประวัติของตัวเองบ้าง เพราะเป็นคนหนึ่งที่นามสกุล ณ น่าน ชื่อเดียวกับเจ้าองค์น้องเลยคะ ภูมิใจจัง
Go to Top of Page

chaipong
เทพเจ้าพู่กันจีน



1215 Posts

Posted - 03 March 2008 :  16:40:33  Show Profile  Reply with Quote

โอ้...เป็นเจ้าวาสนา ณ น่านหรือเปล่าครับ ถ้าไม่เป็นการล่วงเกินๆไปอยากทราบความเป็นมาจะเป็นพระคุณครับ...

Go to Top of Page

tongt
เทพขาวดำ

1020 Posts

Posted - 03 March 2008 :  17:56:27  Show Profile  Reply with Quote
ขอบคุณสำหรับบทความมีประโยชน์ครับ คุณอา : )
Go to Top of Page

awwip
สมาชิกใหม่

8 Posts

Posted - 12 March 2008 :  23:57:27  Show Profile  Reply with Quote
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ที่ทำให้เห็นถึงคุณค่าเมืองเล็กๆนี้ค่ะ หลงใหลมาทำงานที่นี่เป็นปีที่ 10 แล้วค่ะ
เมืองน่านน่าอยู่

abba
Go to Top of Page

Saksit
สมาชิกชั้นมัธยม

61 Posts

Posted - 13 March 2008 :  11:13:40  Show Profile  Reply with Quote
อ่านข้อความแล้วประทับใจจริงๆครับ อ่านครั้งแรกไปทีนึงตัดสินใจไปตอนปีใหม่เลย
ตำหนักเจ้าหมอกฟ้าก็ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลาและขาดการเหลียวแลจากเจ้าหน้า
ที่รัฐ สเลี่ยงที่อยู่ชั้นล่างนั้นใกล้ผุพังเต็มที ขึ้นมาข้างบนสิ่งทีประทับใจนอกจากภาพ
ถ่ายเรื่องราวในอดีตแล้ว ผมชอบตู้เย็นน้ำมันก๊าดขนาดเบ้อเริ่มยีห้อelectroluxอายุ
อานามราวๆ60ปี เห็นแล้วทึ่งมากๆไม่มีไฟใช้แต่มีตู้เย็นใช้ได้ในสมัยนั้น
Go to Top of Page

Cowboy
357 11 38



925 Posts

Posted - 13 March 2008 :  15:54:25  Show Profile  Reply with Quote
หันกลับมาอ่านเป็นครั้งที่ 2
กำลังวางแผนจะขึ้นน่านปลายเดือนนี้ครับ
Go to Top of Page

tonapple
สมาชิกชั้นประถม



21 Posts

Posted - 14 March 2008 :  20:40:17  Show Profile  Reply with Quote
เยี่ยมเลยครับ

http://www.flickr.com/photos/tonapple_photo/
Go to Top of Page

แก้ว
สมาชิกใหม่

1 Posts

Posted - 03 January 2009 :  04:58:34  Show Profile  Reply with Quote
สาแหรกผิดแน่นอนครับ เจ้าโคมทองอยู่ในชั้นหลานนะครับ ดังนั้น เจ้าโคมทองสมรสเจ้าประดิษฐ์ซึ่งเป็นหลานอีกชั้นหนึ่งครับ
Go to Top of Page

Link
เทพขาวดำ



526 Posts

Posted - 12 November 2012 :  00:24:39  Show Profile  Reply with Quote
ทำไงดี อยากได้ข้อมูลเพิ่ม

"ผมถือว่าการถ่ายภาพเป็นการพัฒนาจิตใจ จุดประสงค์หลักคือการสื่อสารสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เรารู้สึก สำหรับผู้ชมก็อยู่ที่ว่าเขาตีความได้แค่ไหน แต่เราจะไม่ไปแยแส เขาจะตีความอย่างไรก็สุดแล้วแต่
เพราะงานศิลปะสำเร็จแล้วเมื่อเราทำ ไม่ใช่เมื่อคนเห็น การที่คนอื่นเห็นมันเป็นผลพลอยได้ ถ้าเรามัวแต่คิดว่าจะทำงานดีๆ ให้คนได้ชม จะทำให้ความเที่ยงตรงของการมองงานศิลปะผิดเพี้ยนไป "

ช่วงหนึ่งในบทสัมภาษณ์ของคุณ อาชัยพงษ์ จากนิตยสารอิมเมจ ฉบับเดือนตุลาคม ๒๕๔๒
Go to Top of Page
  Topic  
 New Topic  Reply to Topic
Jump To:
Black and White Rhapsodies Group © Black and White Rhapsodies Group Go To Top Of Page
Snitz Forums 2000